"ของทอด" กินแค่สัปดาห์ละครั้ง เสี่ยงมะเร็งพุ่ง 30% จริงหรือ? แพทย์เผยเมนูอันตรายตัวท็อป!

"ของทอด" กินแค่สัปดาห์ละครั้ง เสี่ยงมะเร็งพุ่ง 30% จริงหรือ? แพทย์เผยเมนูอันตรายตัวท็อป!

"ของทอด" กินแค่สัปดาห์ละครั้ง เสี่ยงมะเร็งพุ่ง 30% จริงหรือ? แพทย์เผยเมนูอันตรายตัวท็อป!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กิน "ของทอด" แค่สัปดาห์ละครั้ง เสี่ยงมะเร็งพุ่ง 30%! แพทย์กาง 5 เมนูอันตรายที่ต้องสั่งเบรกด่วน

เมื่อก้าวเข้าสู่หลักไมล์ของช่วงอายุ 50 ปี หลายคนอาจเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งสไตล์การแต่งตัว เวลาเข้านอน หรือแม้กระทั่งการวางแผนทางการเงิน ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่มักถูกละเลยไปคือ "พฤติกรรมการบริโภคอาหาร" ซึ่งระบบสรีรวิทยาภายในร่างกายในช่วงวัยนี้เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ผ่านการใช้งานมานานและเข้าสู่ระยะที่ต้องปรับปรุงระบบอย่างเร่งด่วน บางคนอาจเกิดความสงสัยว่าเหตุใดตนเองยังรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิมเหมือนสมัยวัยรุ่น แต่น้ำหนักตัวและสัดส่วนไขมันกลับเพิ่มขึ้นอย่างสมบูรณ์จนควบคุมได้ยาก

นายแพทย์อมิต ชาห์ (Dr. Amit Shah) ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์ชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ระบุข้อเท็จจริงทางการแพทย์ว่า โครงสร้างทางชีวภาพของประชากรวัย 50 ปีขึ้นไป มีการแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยสัดส่วนของมวลกล้ามเนื้อและปริมาณน้ำในร่างกายจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่อัตราการสะสมไขมันกลับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (Metabolism) ทำงานช้าลง การฝืนรับประทานอาหารตามความคุ้นชินเดิม ๆ จึงเป็นการสร้างภาระหนักให้แก่ระบบภายใน ด้วยเหตุนี้ นายแพทย์อมิตจึงได้จัดทำ "แบล็กลิสต์ (Blacklist)" 5 กลุ่มอาหารอันตราย ที่ผู้มีอายุเกิน 50 ปีต้องควบคุมปริมาณอย่างเข้มงวดเพื่อสุขอนามัยที่ยั่งยืน

เจาะลึก 5 อาหารอันตรายใน "แบล็กลิสต์" ที่คนวัย 50+ ควรจำกัดปริมาณ

1. อาหารประเภทปิ้งทอดและของทอดน้ำมันท่วม
กระบวนการปรุงอาหารด้วยการทอดจมในน้ำมันอุณหภูมิสูง (Deep Frying) จะก่อให้เกิดสารประกอบที่เป็นพิษและเข้าไปทำลายโครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) ของเซลล์ ศูนย์วิจัยโรคมะเร็งเฟรด ฮัทชินสัน (Fred Hutchinson Cancer Center) ในสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่รายงานทางคลินิกชี้ชัดว่า กลุ่มประชากรชายวัยกลางคนอายุ 50 ปีขึ้นไป หากรับประทานของทอดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะมีโอกาสเสี่ยงในการพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูงกว่ากลุ่มที่รับประทานต่ำกว่าเดือนละครั้งถึง 30%
• คำแนะนำ: ควรหลีกเลี่ยงของทอดเชิงพาณิชย์ และหันมาใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน (Air Fryer) ประกอบอาหารเองที่บ้านแทน

2. น้ำตาลและธัญพืชขัดสี (Refined Carbohydrates)
อาหารแปรรูปจากแป้งขาว เช่น ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวขัดขาว เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหารของวัย 50 ปี จะแปรสภาพเป็นกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตับอ่อนที่เริ่มเสื่อมสภาพตามวัยต้องทำงานอย่างหนักเพื่อผลิตอินซูลินมาควบคุมระดับน้ำตาล พฤติกรรมนี้จะนำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance) ซึ่งเป็นต้นตอของโรคเบาหวานและทำให้ไขมันเข้าไปเกาะติดหนาแน่นตามอวัยวะภายใน (Visceral Fat)
• คำแนะนำ: ควบคุมและลดปริมาณแป้งขัดสีลง 70% โดยเลือกรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ด ข้าวกล้อง หรือมันเทศแทน

3. เครื่องดื่มอัดแก๊สและน้ำอัดลม (รวมถึงสูตรไดเอท)
จากการศึกษาติดตามผลระยะยาวกว่า 10 ปีในประชากรจำนวน 123,788 คน โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ พบข้อเท็จจริงว่า ผู้ที่ดื่มน้ำหวานปริมาณมากกว่า 1.5 แก้วต่อวัน มีโอกาสเกิดภาวะไขมันพอกตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease) พุ่งสูงขึ้นถึง 60% และที่น่ากลัวคือกลุ่มที่ดื่มน้ำอัดลมสูตรไร้น้ำตาล (Diet Soda) ก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงถึง 50% เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้กระตุ้นให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดพุ่งสูง จนอาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง
• คำแนะนำ: งดเว้นน้ำอัดลมทุกประเภท แล้วทดแทนด้วยน้ำสะอาด น้ำด่าง หรือชาสมุนไพรสูตรไม่เติมน้ำตาล

4. อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง
เมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่เลข 5 ประสิทธิภาพในการขับสารโซเดียมออกจากร่างกายของไตจะลดน้อยลง ทำให้แร่ธาตุเหล่านี้เกิดการสะสมและส่งผลให้หลอดเลือดหดตัว ทาง มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น (Northwestern University) สหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ข้อมูลทางคลินิกว่า เพียงแค่ประชากรวัย 50 ปี ลดปริมาณการบริโภคเกลือลงเพียง 1 ช้อนชาต่อวัน ระดับความดันโลหิตจะลดลงสู่เกณฑ์ปกติทันที ซึ่งให้ผลลัพธ์เทียบเท่ากับการรับประทานยาลดความดันโลหิตตามแพทย์สั่ง
• คำแนะนำ: จำกัดปริมาณโซเดียมไม่ให้เกิน 5 กรัมต่อวัน (ประมาณ 1 ช้อนชา) หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง น้ำปลาแท้เข้มข้น และอาหารกระป๋อง

5. ผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็มส่วน (Whole Dairy Products)
นมสดสูตรปกติ ชีสที่มีความเข้มข้นสูง หรือเนยจากไขมันสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการสกัดไขมันออก อุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งระบบไหลเวียนโลหิตของผู้สูงอายุไม่สามารถย่อยสลายหรือนำไปใช้ได้อย่างลื่นไหล ไขมันเหล่านี้จะจับตัวเป็นแผ่นหนาเกาะตามผนังหลอดเลือด (Atherosclerotic Plaque) ทำให้รูหลอดเลือดตีบแคบ นำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดฉับพลัน
• คำแนะนำ: เปลี่ยนมาดื่มนมประเภทพร่องมันเนย หรือนมสกัดจากพืชและถั่ว เช่น นมแมคคาเดเมีย นมอัลมอนด์ เพื่อรับแคลเซียมทดแทน

แนวทางปฏิบัติเพื่อปรับโครงสร้างร่างกายใหม่

นายแพทย์อมิต ชาห์ ทิ้งท้ายว่า การหลีกเลี่ยงอาหารทั้ง 5 ประเภทนี้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปีจะต้องจำกัดตนเองอยู่กับการรับประทานอาหารที่ไร้รสชาติ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ โดยแนะนำให้หันมาบริโภค "ไขมันสะอาด" เช่น ข้าวโพด อะโวคาโด น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ และถั่วเปลือกแข็ง (วอลนัท อัลมอนด์) เนื่องจากไขมันดีเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนตัวทำความสะอาดเพื่อไล่เฉดไขมันเลวออกจากหลอดเลือด ควบคู่กับการทานผักใบเขียว ผลไม้สดแคลอรีต่ำ ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม และเข้าตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ

 

แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง

  1. Fred Hutchinson Cancer Center: Study Identifies Link Between Deep-Fried Food Consumption and Prostate Cancer Risk
  2. University of Oxford Department of Population Health: 10-Year Longitudinal Study on Soft Drinks and Fatty Liver Risk
  3. Northwestern University Medicine: Reducing Dietary Sodium Equivalent to Blood Pressure Medication in Older Adults
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล